xxxxstreamingporn sex880 pornpup thepornweb pornmoviesxxx udonthani
Get Adobe Flash player
ru1590.jpg









 

 

 

 

  

  

 

 

 

   

 

 

 

แนวปฏิบัติที่ถูกต้องในการเขียนโครงการ

 

การเขียนโครงการ

คำว่า โครงการ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Project ซึ่งหมายถึง แผนงานย่อยที่ประกอบด้วยกิจกรรมหลายกิจกรรมหรืองานหลายงานที่ระบุรายละเอียดชัดเจน อาทิ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ระยะเวลาดำเนินการ วิธีการหรือขั้นตอนในการดำเนินงาน พื้นที่ในการดำเนินงาน งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานตลอดจนผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ

แผนงานที่ปราศจากโครงการย่อมเป็นแผนงานที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมได้ ดังนั้นการเขียนโครงการขึ้นมารองรับแผนงาน ย่อมเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นยิ่งเพราะจะทำให้ง่ายในการปฏิบัติ และง่ายต่อการติดตามและประเมินผลเพราะถ้าโครงการบรรลุผลสำเร็จ นั้นหมายความว่า แผนงาน และนโยบายนั้นบรรลุผลสำเร็จด้วย

โครงการจึงเปรียบเสมือนพาหนะที่นำแผนปฏิบัติการไปสู่การดำเนินงานให้เกิดผลเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางตามที่ต้องการ อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงจากแผนงาน ไปสู่แผนเงิน และแผนคนอีกด้วยความสามารถในการจัดทำโครงการจึงเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่นักวางแผนทุกหน่วยงานจะต้องมี นอกเหนือจากความสามารถด้านอื่นๆ

โครงการจึงมีความสัมพันธ์กับแผนงาน(Program) และนโยบาย (Policy) นั้นคือ เริ่มจากนโยบายของรัฐบาล ถูกนำมาจัดทำเป็นแผนชาติ (Plan) จากแผนชาติจะถูกนำปรับเป็นแผนกระทรวงต่างๆ (Program) จากนั้นแผนกระทรวงจะถูกปรับต่อไปเป็น แผนกรม และหน่วยงานระดับล่าง (อำเภอ,จังหวัด)ก็จะจัดทำโครงการนั้นขึ้นมา เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานของกรมในโครงการหนึ่งๆ อาจจะมีหลายกิจกรรม (Activities)หรือหลายงาน(Task) ก็ได้เมื่อพัฒนานโยบายเป็นแผนงานและโครงการแล้ว จะเห็นได้ว่าการพัฒนาจากลักษณะที่เป็นนามธรรมไปสู่ลักษณะที่เป็นรูปธรรมนั้นจะทำให้หน่วยงานสามารถปฏิบัติได้

ลักษณะสำคัญของโครงการ

โครงการหนึ่งๆจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ คือ

1. ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยๆที่เกี่ยวข้องพึ่งพิงและสอดคล้องกันภายใต้วัตถุประสงค์เดียวกัน
2. มีการกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective) ที่ชัดเจน วัดได้ และปฏิบัติได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานและติดตามประเมินผลได้ โครงการหนึ่งๆอาจมีมากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ก็ได้ กล่าวคือมีวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์รองและต้องกำหนดวัตถุประสงค์ที่สมารถปฏิบัติได้ มิใช่วัตถุประสงค์ที่เลื่อนลอย/เพ้อฝัน หรือเกินความเป็นจริง

3. มีการกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของกิจกรรม (Scheduled Beginning and Terminal Points) การเขียนโครงการโดยทั่วไปจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาว่าจะเริ่มต้นเมื่อไร และสิ้นสุดเมื่อไรถ้าหากมีการดำเนินกิจกรรมไปเรื่อยๆไม่มีการกำหนดขอบเขตของเวลา(Time Boundary) ไว้จะไม่ถือว่าเป็นงานโครงการ เพราะมีลักษณะเป็นงานประจำ (Routine) หรืองานปกติ

4. มีสถานที่ตั้ง (Location) ของโครงการ ผู้เขียนโครงการต้องระบุให้ชัดเจนว่าโครงการนี้พื้นที่ดำเนินการหรือ หัวงานอยู่ที่ใด เพื่อสะดวกในการดำเนินงาน ถ้าเลือกสถานที่ตั้งโครงการไม่เหมาะสมแล้วย่อมทำให้เสียค่าใช้จ่ายหรือลงทุนมาก ผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้อาจไม่คุ้มค่า การติดตามและการประเมินผลโครงการก็อาจทำได้ยาก
5. มีบุคลากรหรือองค์กรที่เฉพาะเจาะจง( Organization ) งานโครงการจะต้องมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบ ส่วนหน่วยงานอื่นถือว่าเป็นหน่วยงานเสริมหรือร่วมมือดำเนินงานเท่านั้น และควรระบุบุคลากรผู้รับผิดชอบโครงการนั้นให้ชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันว่าบุคคล/ องค์กรนั้นจะปฏิบัติอย่างจริงจังและจริงใจ6. มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ (Resource) การเขียนโครงการจะต้องระบุแหล่งทรัพยากรโดยเฉพาะแหล่งงบประมาณให้ชัดเจน เช่น งบประมาณแผ่นดิน หรือเงินกู้ หรือเงินทุนสำรอง หรือเงินบริจาค ฯลฯ และจะต้องระบุเงินที่ใช้ว่าเป็นหมวดวัสดุ หมวดค่าใช้สอย หมวดค่าตอบแทน หมวดค่าครุภัณฑ์ หมวดค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ฯลฯ ทั้งนี้จะทำให้ง่ายในการดำเนินการและควบคุมตรวจสอบการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

โครงการที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
โครงการที่ดีจะต้องมีลักษณะดังนี้
1. สามารถแก้ไขปัญหาของหน่วยงานหรือองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. สามารถสนองตอบต่อความต้องการของกลุ่ม ชุมชน นโยบายของหน่วยงานและนโยบายของประเทศชาติได้ดี
3. รายละเอียดของโครงการต้องเข้าใจง่ายมีการใช้ภาษาที่เข้าใจกันทั่วไป
4. มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน และมีลักษณะเฉพาะเจาะจง
5. รายละเอียดของโครงการต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันตั้งแต่ประเด็นแรกถึงประเด็นสุดท้าย
6. กำหนดการใช้ทรัพยากรอย่างชัดเจน และเหมาะสม

7. มีวิธีการติดตาม และประเมินผลที่ชัดเจน

โครงสร้างของโครงการ

การเขียนโครงการจะต้องรู้และเข้าใจโครงสร้างของโครงการเสียก่อนว่าประกอบไปด้วยส่วนใดบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปโครงสร้างของโครงการประกอบด้วย

1. ชื่อโครงการ ส่วนใหญ่มาจากงานที่ต้องการปฏิบัติ โดยจะต้องมีความชัดเจนเหมาะสมเฉพาะเจาะจง กะทัดรัด และสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน

2. หลักการและเหตุผล เป็นการกล่าวถึงปัญหาและสาเหตุและความจำเป็นที่ต้องมีการจัดทำโครงการ โดยผู้เขียนโครงการจะต้องพยายามพรรณนาความ โดยหาเหตุผล หลักการ ทฤษฎี แนวทางนโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวง / กรม ตลอดจนความต้องการในการพัฒนาทั้งนี้เพื่อแสดงข้อมูลที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและให้เห็นความสำคัญของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลด้วยเพื่อที่ผู้อนุมัติโครงการจะได้ตัดสินใจสนับสนุนโครงการต่อไป

3. วัตถุประสงค์ เป็นการระบุถึงเจตจำนงในการดำเนินงานของโครงการ โดยแสดงให้เห็นถึงผลที่ต้องการจะบรรลุไว้อย่างกว้างๆมีลักษณะเป็นนามธรรม แต่ชัดเจนและไม่คลุมเครือ โดยโครงการหนึ่งๆอาจมีวัตถุประสงค์มากกว่า 1 ข้อก็ได้ คือ มีวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์รองหรือวัตถุประสงค์ทั่วไป และวัตถุประสงค์เฉพาะก็ได้

4.หลักการเขียนวัตถุประสงค์ที่ดีซึ่งในที่นี้จะเรียกว่า หลัก SMART คือ
1. Sensible and Specific คือ ต้องมีความเป็นไปได้และมีความเฉพาะเจาะจงในการดำเนินการโครงการ
2. Measurable คือ ต้องสามารถวัดและประเมินผลระดับของความสำเร็จได้
3. Attainable คือ ต้องระบุถึงการกระทำที่สามรถปฏิบัติได้ มิใช่สิ่งเพ้อฝัน
4. Reasonable and Realistic คือ ต้องระบุให้มีความเป็นเหตุเป็นผล และสอดคล้องกับความเป็นจริง
5. Time ต้องมีการกำหนดขอบเขตของเวลาที่จะกระทำให้สำเร็จได้อย่างชัดเจน


นอกจากนั้นการเขียนวัตถุประสงค์ยังต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ

1. ใช้คำกริยาที่แสดงถึงความตั้งใจจริง เช่น เพื่อเพิ่ม.. เพื่อลด..เพื่อส่งเสริม. เพื่อปรับปรุง..เพื่อขยาย.. เพื่อรณรงค์..... เพื่อเผยแพร่....เป็นต้น

2. ระบุผลผลิต (Output) หรือระบุผลลัพธ์ (Outcome) ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเพียงประการเดียวในวัตถุประสงค์หนึ่งข้อ ถ้าเขียนวัตถุประสงค์ไว้หลายข้อ ข้อใดทำไม่สำเร็จเราสามารถประเมินผลได้ ซึ่งอาจกำหนดเป็นวัตถุประสงค์หลัก 1 ข้อ และวัตถุประสงค์รอง 1 . 2 ข้อ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าบรรลุวัตถุประสงค์หลัก แต่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์รอง ควรทำต่อไปถ้าบรรลุวัตถุประสงค์รองแต่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์หลัก อาจยุติโครงการ
3. กำหนดเกณฑ์มาตรฐานของความสำเร็จที่วัดได้ในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ

4. กำหนดช่วงเวลา พื้นที่ หรือกลุ่มเป้าหมาย

5. เป้าหมาย หมายถึงระบุถึงผลลัพธ์สุดท้ายที่คาดว่าจะได้จากการดำเนินโครงการ โดยจะระบุทั้งผลที่เป็นเชิงปริมาณและผลเชิงคุณภาพ เป้าหมายจึงคล้ายกับวัตถุประสงค์แต่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่า มีการระบุสิ่งที่ต้องการทำได้ชัดเจนและระบุเวลาที่ต้องการจะบรรลุ

6. วิธีการดำเนินงาน เป็นการให้รายละเอียดในการปฏิบัติ โดยปกติจะแยกเป็นกิจกรรมย่อยๆหลายกิจกรรม แต่เป็นกิจกรรมเด่นๆ ซึ่งจะแสดงให้เห็นความเด่นชัดตั้งแต่กิจกรรมเริ่มต้นจนถึงกิจกรรมสุดท้ายว่ามีกิจกรรมใดที่ต้องทำบ้างถ้าเป็นโครงการที่ไม่ซับซ้อนมากนักก็มักจะนิยมใช้แผนภูมิแกนท์(Gantt chart)หรือแผนภูมิแท่ง(Bar chart)

7. ผู้รับผิดชอบโครงการ เป็นการระบุว่าใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบและมีขอบเขตความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อว่ามีปัญหาจะได้ติดต่อประสานงานได้ง่าย

8. งบประมาณ เป็นการระบุค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการดำเนินกิจกรรมขั้นต่างๆ โดยทั่วไปจะแจกแจงเป็นหมวดย่อยๆ เช่น หมวดค่าวัสดุ หมวดค่าใช้สอย หมวดค่าตอบแทน หมวดค่าครุภัณฑ์ ซึ่งการแจกแจงงบประมาณจะมีประโยชน์ในการตรวจสอบความเป็นไปได้และตรวจสอบความเหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ นอกจากนั้นควรระบุแหล่งที่มาของงบประมาณด้วยว่าเป็นงบประมาณแผ่นดิน งบช่วยเหลือจากประเทศต่างประเทศ เงินกู้ หรืองบบริจาค เป็นต้น

9. สถานที่ดำเนินการ เป็นการระบุสถานที่ตั้งของโครงการหรือระบุว่ากิจกรรมนั้นจะทำ ณ สถานที่แห่งใด เพื่อสะดวกต่อการจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมก่อนที่จะทำกิจกรรมนั้นๆ

10. ระยะเวลาในการดำเนินการ เป็นการระบุระยะเวลาเริ่มต้นโครงการและระยะเวลาสิ้นสุดโครงการโดยจะต้องระบุ วัน เดือน ปี เช่นเดียวกับการแสดงแผนภูมิแกนท์ ( Gantt Chart )

11. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการระบุถึงผลที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินโครงการประกอบด้วยผลทางตรงและผลทางอ้อม นอกจากนั้นต้องระบุด้วยว่าใครจะได้รับประโยชน์จากโครงการบ้าง ได้รับประโยชน์อย่างใด ระบุทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ

12. การประเมินผลโครงการ เป็นการแสดงรายละเอียดว่าจะมีวิธีการควบคุมติดตามและประเมินผลโครงการอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไรในการประเมินผล ระยะเวลาในการประเมินผลและใครเป็นผู้ประเมินผล ฯลฯ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของโครงการคืออะไร- วิธีประเมินผลโครงการ..................- ระยะเวลาประเมินผลโครงการ...............- ผู้ประเมินผลโครงการ...................


สรุปการเขียนโครงการเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และไม่ยากเกินความสามารถของนักวางแผน หรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำแผนและโครงการของหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง นโยบาย แผนงาน และโครงการ เพื่อที่จะได้เขียนโครงการได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแผนงาน และนโยบายต่อไป นอกจากนั้นการจะเป็นผู้เขียนโครงการได้ดีท่านก็จะต้องหมั่นฝึกฝน และเขียนโครงการบ่อยๆ มีข้อมูลมาก ข้อมูลถูกต้อง เพียงพอ และทันสมัยวิเคราะห์สถานการณ์อย่างถ่องแท้ ก่อนเขียนโครงการ และหลังจากนั้นก็นำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วมาเขียนตามแบบฟอร์มการเขียนโครงการของแต่ละหน่วยงาน

ขอบคุณข้อมูลจาก www.surin.ru.ac.th

Home Network

โดย สุชาติ กิจธนะเสรี สถาบันคอมพิวเตอร์ ม.ร.

มนุษย์มักมองสิ่งรอบตัวทั้งหลายที่ปรากฏ ว่าเป็นธรรมชาติ ที่จริงเราลืมไปว่าตัวเรา…ก็เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติเหมือนกัน และเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ของธรรมชาติเท่านั้น จากประวัติศาสตร์ เราจะพบว่ามนุษย์ต้องการเอาชนะธรรมชาติ คิดทุกอย่างที่จะทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับธรรมชาติ เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเท่านั้น หารู้ไม่ว่าการฝืนธรรมชาติ เป็นภัยของโลกที่จะเพิ่มความรุนแรง และความเข้มข้นให้เกิดขึ้นในโลก และมาถึงวันนี้โลกกำลังอยู่ในภาวะกระทบกระ เทือนอย่างหนัก และธรรมชาติก็แสดงพลังให้เห็นอยู่เสมอในสิ่งที่ไม่เคยปรากฏก็เกิดขึ้นแล้ว ในที่ สุดอาจกลายเป็นสงครามระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เราคงต้องร่วมใจกัน และสร้างพลังร่วมในการอยู่ร่วมกันระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ให้มีความกลมกลืนและเกื้อหนุนต่อกัน ที่กล่าวมาก็เพื่อเตือนใจว่าในที่สุดเราก็ต้องกลับสู่ธรรมชาติ ….ธรรมชาตินั้นอยู่ได้โดยปราศจากมนุษย์ แต่มนุษย์อยู่ไม่ได้หากปราศจากธรรมชาติ และวันนี้ก็ขอพูดเรื่องเกี่ยวกับเครือข่ายไอทีภายในบ้านหรือสำนัก งานซึ่งปกติเราจะมองว่าไอทีเป็นตัวช่วยหลักในการปฏิบัติงานสำหรับหน่วยงาน แต่วันนี้ไม่ใช่ มันเข้ามาเกี่ยวข้องถึงในบ้าน ที่ทำให้มนุษย์มีความสะดวกสบายมากขึ้น มันเป็นอีกมุมมองหนึ่งในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

แนวคิดในการสร้างบ้านอัจฉริยะหรือสำนักงานรูปแบบใหม่มีเทคโนโลยี ให้เลือกใช้มากมาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ สิ่งที่เราคุ้นเคยก็คือการใช้รีโมทคอลโทรล สำหรับควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน นั่นเป็นจุดเริ่มของความต้องการที่จะก้าวสู่การควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้าน แต่สิ่งที่เราต้องการเพิ่มขึ้นอีกก็คือ ทำอย่างไร รีโมทคอลโทรล ตัวเดียวจะควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้านได้ทุกชนิด (มนุษย์ไม่เคยหยุดคิด…ต้องการความสุขสบายอย่างเดียว) และเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 บริษัท เอ็นทีที นีโอมิท (NTT-Neomeit) ซึ่งเป็นบริษัทสาขาของเอ็นทีทีในประเทศญี่ปุ่น ได้แถลงข่าว ถึงแผนการให้บริการรูปแบบใหม่ ที่ช่วยให้เราสามารถสั่งการควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านได้จากระยะไกล (รีโมทคอนโทรล) ผ่านทางโทรศัพท์มือถือของตนเอง บริการดังกล่าว
มีชื่อว่า “ยู-คอนเซนโต้ (U-Consento)” เป็นบริการ ที่ถูกออก แบบมาเพื่อให้ใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลาย ที่มีอยู่ในบ้านโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์อะไรเพิ่ม (บริษัทติดตั้งให้และคิดค่าบริการจากระบบ) รวมทั้งไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟหรือสายสื่อสารเพิ่ม เติม ซึ่งในการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ จากระยะไกลนี้ ผู้ใช้

สามารถทำได้โดยเข้าไปยังเวปโทรศัพท์มือถือ และเข้าไปเลือกการควบคุมตามต้องการหลังจากนั้นคำสั่งต่าง ๆ จะถูกส่งผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยัง Wireless Router ที่ติดตั้งอยู่ภายในบ้านและทำหน้าที่ส่งต่อสัญญาณไปยังเครื่องส่งสัญญาณอินฟราเรด (Infrared Transmitter) เพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ เวลาไปต่างจังหวัดหรือไม่อยู่บ้านก็สามารถเปิด/ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ตามต้องการ เพื่อรองรับกระแสบ้านยุคใหม่ โดยควบคุมทุกอย่างภายในบ้านเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสได้ทุกที่ ไม่ใช่เป็นเพียงจินตนาการอีกต่อไป สำหรับระบบที่กล่าวนี้ในประเทศไทยคงต้องรอ ระหว่างรอระบบ U-Consento ในการให้บริการก็ขอกล่าวถึง อีกระบบหนึ่งนั่นคือ การสร้าง

เครือข่ายภายในบ้านหรือที่เรียกกันว่า โฮมเน็ตเวิร์ก เป็นการทำให้อุปกรณ์ภายในบ้าน สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ อีกทั้งยังสามารถควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านได้ โดยมีเครือข่ายการสื่อสารขนาดเล็ก (PAN : Personal Area Network) ตามมาตรฐาน IEEE 802.15 ที่ใช้เทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) ในการเชื่อมโยงอุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอ นิกส์และเครื่องใช้ภายในบ้านโดยใช้ความถี่ 2.4 GHz จากแนวคิดในการติดตั้งไมโครชิปบลูทูธในอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านทุกชนิด เพื่อสร้างเครือข่ายการสั่งการและควบคุมอุปกรณ์แบบไร้สาย จากโทรศัพท์มือถือ เป็นการย่อบ้านทั้งหลังสู่ปลายนิ้วของคุณ ถึงแม้บริษัท LG Electronics ได้พัฒนาระบบ LG InternetFamily แต่เทคโนโลยีตัวนี้ก็คงต้องใช้เวลารอการออกสู่ตลาดอีกสักระยะหนึ่ง แต่วันนี้เราก็ได้ใช้บริการเทคโนโลยีตัวนี้ในบางส่วนแล้ว เช่นโทรศัพท์ที่ใช้ Bluetooth Headset

จากทั้งสองเทคโนโลยีที่กล่าวในเบื้องต้นเป็นการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน แต่ก็ยังมีเทคโนโลยี สำหรับการสร้างเครือข่ายภายในบ้าน สำนักงาน หรือหอพัก ที่สามารถใช้สายไฟฟ้าภายในบ้านหรืออาคารเป็นสื่อกลางในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้โดยใช้ มาตรฐานHomePlug 1.0 สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วงผ่านสายไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อการรับ/ส่งข้อมูล ตามที่กลุ่ม HomePlug Powerline Alliance กำหนด โดยเราสามารถซื้ออุปกรณ์ HomePlug มาติดตั้งใช้งานได้เพราะอุปกรณ์มีจำหน่ายในท้องตลาด เท่าที่ทดลองก็ใช้ได้ดี แต่ควรหลีกเลี่ยงที่จะต่อกับ Line ที่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทเหนี่ยวนำ (Induction) เพราะจะมีสัญญาณรบกวนเครือข่าย

ในที่นี้จะกล่าวถึงการใช้สายโทรศัพท์ ตามมาตรฐาน HomePNA (Home Phone Network Alliance) สำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ ณ จุดต่าง ๆ ภายในอาคาร ให้สามารถเชื่อม โยงเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน HomePNA ใช้เทคนิควิธีที่เรียกว่า FDM (Frequency Division Multiplexing) สำหรับ HomePNA นั้นจะมีการแยกสัญญาณเสียงและข้อมูลให้เดินทางไปบนสาย สัญญาณเดียวกันโดยปราศจากการเข้าไปรบกวนกัน เราสามารถใช้โทรศัพท์พูดคุยได้ตามปกติพร้อมกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในเวลาเดียวกัน จากมาตรฐาน HomePNA Version 3.0 มีแบนด์วิดธ์ถึง 128 Mbps รองรับระยะทางได้ถึง 600 เมตร โดยติดตั้งอุปกรณ์ที่ต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต จะทำให้จุดต่อของโทรศัพท์ ซึ่งปกติเป็นขั้วต่อโทรศัพท์ (RJ11) ที่ติดอยู่แทบทุกห้องสามารถต่ออินเทอร์เน็ตได้ สิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาก็คือ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในระบบจะประกอบ ด้วย แผงวงจรการสื่อสาร หรือ HomePNA PCI Adapter ตามมาตรฐานของ HomePNA ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับ LAN Card มีทั้งแบบ PCI และแบบ USB เลือกตามสะดวกว่าจะใช้แบบใด โดย Port จะเป็นแบบ Modular Telephone Ports หรือ RJ11 (ไม่ใช่แบบต่อกับเครือข่าย LAN ซึ่งเป็นแบบ RJ45) สำหรับแบบ USB จะมีความสะดวกในการติดตั้ง เพราะสามารถเชื่อมต่อกับพอร์ต USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทันที และยังมีพอร์ต RJ11 ที่สามารถต่อกับโทรศัพท์ได้

ปกติการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในบ้านส่วนใหญ่จะใช้ระบบ ADSL จากผู้ให้บริการซึ่งมีด้วยกันหลายราย โดยติดตั้ง ADSL MODEM ก็สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ แต่ถ้าต้องการให้ห้องทุกห้องสามารถใช้สายโทรศัพท์ในการต่ออินเทอร์เน็ตในกรณีที่เป็นหอพักหรือโรงแรมที่มีจำนวนห้องมาก ๆ ก็ต้องติดตั้ง Gateway/Router ชนิดที่ใช้กับ HomePNA (หลายท่านคงคิดว่ายุ่งยากลงทุนไม่คุ้มใช้ Wireless ดีกว่า ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน)

ปัจจุบันการใช้อินเทอร์เน็ตมีความจำเป็นมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การติดต่อ สื่อสารหรือความบันเทิง ซึ่งได้สอดแทรกเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น กิจการหอพัก คอนโดมิ เนียม หรือโรงแรม ธุรกิจเหล่านี้มีการแข่งขันกันมากขึ้น การให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เป็น การบริการลูกค้าที่ทันต่อยุคสมัย โดยการลงทุนที่ไม่สูง ไม่ต้องเดินสายสำหรับเครือข่ายภายใน สามารถใช้สายโทรศัพท์ที่มีอยู่ในห้องพักและเพิ่มเติมอุปกรณ์เฉพาะที่ต้นทางและปลายทาง โทรศัพท์ในห้องก็ยังใช้งานได้ปกติ ในระบบ HomePNA ในเวอร์ชัน 3.0 มีความเร็วในการรับ/ส่งข้อมูลได้ถึง 128 เมกะบิตต่อวินาที และรองรับ Quality of Service (Qos) อีกทั้งสามารถใช้ HomePNA Hub ได้อีก ซึ่งระบบมีความยืดหยุ่นสูงและไม่จำเป็นต้องติดตั้งทุกห้อง ในกรณีที่ผู้เข้าพักมีเครื่องคอมพิว เตอร์ Notebook เราก็ให้บริการยืม HomePNA USB ผู้เข้าพักก็สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ หรือในบางห้องอาจติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้บริการเลย หรือในกรณีห้องประชุมที่ต้องการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็สามารถต่อกับ Wireless LAN ได้เช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบเครือข่ายให้เหมาะกับงานที่ต้องการ โดยในลักษณะที่เป็นหอพักหรือโรงแรมที่มีห้องจำนวนมาก อาจต้องติดตั้งอุปกรณ์ HomePNA Convertter ซึ่งเป็นอุปกรณ์แปลงสัญญาณ สำหรับให้สายโทรศัพท์ในแต่ละห้องรองรับการรับส่งข้อมูล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยอุปกรณ์ตัวนี้จะเชื่อมต่อเข้ากับที่พักสายหรือ MDF (Main Distribution Frame ) ที่ต่อกับตู้ชุมสายโทรศัพท์ (PABX : Private Automatic Brunch Exchange)

เมื่อคุณติดตั้งระบบเครือข่ายแบบสายโทรศัพท์ หรือ HomePNA แล้ว สิ่งแรกที่จะต้องทราบก็คือ การเชื่อมต่อของอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นแบบอะนาล็อก เช่น โทรศัพท์และเครื่องแฟกซ์ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะมีสัญญาณรบกวนระบบได้ ถ้ามีสัญญาณรบกวนมาก จำเป็นต้องติดตั้งตัวกรองสัญญาณ (Low-pass filter) ระหว่างโทรศัพท์หรือเครื่องแฟกซ์ สำหรับกรองสัญญาณ (low-pass filter) ไม่ให้ไปรบกวนระบบ
สรุป จะเห็นได้ว่าการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมภายในบ้าน หอพัก หรือสำนักงาน มีหลายรูปแบบโดยไม่ต้องสร้างเครือข่ายใหม่อาศัยสื่อที่มีอยู่ในอาคารเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเรายังสามารถประยุกต์ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการรักษาความปลอดภัยในบ้านโดยใช้ระบบ CCTV หรือระบบการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือระบบอื่น ๆ การพัฒนาเทคโนโลยี คงไม่หยุดเพียงเท่านี้ ผู้เชี่ยวชาญและผู้รู้หลายท่าน ได้ให้ความ เห็นว่าแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถใกล้เคียงกับมนุษย์ไม่ว่า โครงข่ายประสาทเทียม ระบบจำลอง ระบบปัญญา ประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เป็นเสมือนดาบสองคม เราอาจต้องการให้บ้านหรือสำนักงานฉลาดพอที่จะดูแลเราได้ แต่เราคงไม่ต้องการให้บ้านหรือสำนักงานมีความคิดเป็นของตัวเอง และสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากเรา.

 

แหล่งอ้างอิง

http://www.ntt-neo.com/news/2007/070419.html

http://en.wikipedia.org/wiki/HomePlug_Powerline_Alliance

http://the-labs.com/HomeNetwork/#introduction

http://www.homeplug.org/home

http://www.netsys.com.tw/Product/HomePNA/nh300sp.htm

http://www.nvk.co.th/product/citynetek/cn11.php

http://www.thaiinternetwork.com/content/detail.php?id=0145